ดูหนัง netflix
[รีวิวซีรีส์] House of the Dragon (ตอนแรก) – ยิ่งใหญ่ดั่งหวังแต่ยังต้องดูกันอีกยาว

หลังจาก ‘Game of Thrones’ ปิดฉากไปได้ 3 ปีพร้อมการประกาศสร้างซีรีส์ภาคแยกมากมายในที่สุดปี 2022 ซีรีส์สปินออฟต่อยอดความสำเร็จชุดแรกอย่าง ‘House of the Dragon’ หรือเรื่องราวของตระกูลทาร์แกเรียน ชาติมังกรผู้ครองบัลลังก์สูงสุดแห่งเวสเทอรอส ซึ่งเรื่องราวของซีรีส์จะเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต 172 ปีก่อนการมาถึงของ แดเนริส ทาร์แกเรียน หรือราชินีมังกรคะนองสงครามแห่ง ‘Game of Thrones’

โดยเรื่องราวของซีรีส์จะเน้นไปที่เหตุการณ์ที่ทำให้บัลลังก์ของ วิเซริส ทาร์แกเรียน กษัตริย์แห่งเวสเทอรอสต้องสั่นคลอน ทั้งความมักใหญ่ใฝ่สูงของ เดมอน ทาร์แกเรียน พระอนุชาที่ครองกำลังทหารทั้งเมือง และความไม่แน่นอนว่าบุตรในพระครรภ์ของราชินีจะเป็นชายหรือหญิง แต่เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ราชาวิเซรีสจึงจัดงานประลองครั้งยิ่งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองพระโอรสที่พระองค์รอคอย และในขณะที่ไฟสงครามกำลังรอการปะทุ เจ้าหญิงเรเนียรา ทาร์แกเรียน กำลังเผชิญบททดสอบสำคัญในการปกป้องบัลลังก์ของตระกูลมังกรอย่างทาร์แกเรียน

หากจะให้กล่าวอย่างย่นย่อที่สุด ‘House of the Dragon’ ก็คือ ‘Game of Thrones’ หรือ ‘GOT’ แบบย่อส่วนเล่าแค่เรื่องราวการแย่งชิงบัลลังก์ในตระกูลทาร์แกเรียน ซี่งเป็นชนวนสงคราม The Dance of the Dragons ซึ่งข้อดีอย่างแรกจากการชมตอนแรกมาแล้วก็พบว่า ตัวละครในซีรีส์เรื่องนี้จะย่อยง่าย จำง่ายกว่า ‘GOT’ เพราะมันแทบจะแบ่งบทบาทชัดเจนและภาระคนดูก็เหมือนถูกหารด้วย 7 เพราะเล่าเรื่องราวแค่ตระกูลเดียว (ฮ่าาาา) เลยช่วยลดความซับซ้อนไปได้เยอะเลย

ประการต่อมาคือต้องยอมรับล่ะว่า ‘House of the Dragon’ รู้ตัวดีว่าผู้ชมส่วนใหญ่เคยดู ‘GOT’ มาแล้ว ดังนั้นเอกลักษณ์ที่คนดูคุ้นเคยทั้งความโหดระดับเลือดสาด ซึ่งก็มีฉากสยดสยองและชวนช็อกมันตั้งแต่ตอนแรกอยู่มากพอสมควร ฉากนู้ดของเหล่าโสเภณีก็มีแพลม ๆ มาบ้าง แต่ที่ตื่นตาตื่นใจก็เห็นจะเป็นการที่ซีรีส์ไม่ต้องกั๊กไว้แบบ ‘GOT’ แล้ว ดังนั้นเราเลยได้เห็นมังกรตัวเป็น ๆ เดินไปมาบนจอกันจุใจพอสมควรแม้จะยังไม่มีแอ็กชันอะไรมากนอกจากบินโฉบลงมา เข้าถ้ำและพ่นไฟนิดหน่อยก็ตาม ซึ่งคุณภาพงานซีจีก็ยอดเยี่ยมแม้จะฉายบนจอภาพยนตร์ก็เนียนตาไม่ขัดเขินเลย

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือเหล่าตัวละครใหม่ ๆ ที่ซีรีส์นำเสนอซึ่งแม้จะมีแต่ตระกูลทาร์แกเรียนแต่ก็มาครบทั้งตัวดีตัวชั่วให้เราลุ้นและก่นด่ากันระหว่างดูไม่ต่างจาก ‘GOT’ เลย ทั้งเจ้าหญิงเรเนียรา ที่ได้นักแสดงสาว มิลลี อัลค็อก (Milly Alcock) มาสวมวิกผมขาว ท่าทางทะมัดทะแมงและเรื่องราวที่เธอต้องฝ่าฝันเพื่อให้ราชสำนักยอมรับในสถานะของเธอเหนือเพศหญิงที่ถูกกีดกันจากบัลลังก์ก็ทำให้คนดูอยากเอาใจช่วยได้ไม่ยาก

และที่น่าจะเป็นสีสันและทำให้ซีรีส์สนุกมาก ๆ ก็คือการมีอยู่ของ แมตต์ สมิธ (Matt Smith) ในบท เดมอน ที่ก็ดูเป็นปีศาจสมชื่อทั้งน่าหวาดหวั่นและมีเสน่ห์ในตัวอย่างล้นเหลือ ด้าน แพดดี คอนซิดีน (Paddy Considine) ที่มารับบทวิเซริส กษัตริย์ผู้ต้องรั้งบัลลังก์ก็ทำให้ตัวละครมีมิติดีทีเดียวแถมยังสร้างความช็อกให้คนดูอย่างคาดไม่ถึงอีก ส่วนหนุ่ม ๆ ก็น่าจะชื่นชอบ โอลิเวียร์ คุก (Olivia Cooke) ผู้รับบท แอลิเซนต์ ไฮทาวเวอร์ หญิงงามแห่งเวสเทอรอสที่ทั้งสวยสง่าและฉลาดหลักแหลม

ซึ่งในซีรีส์ตอนแรกต้องยอมรับนะครับว่าเราอาจจะยังไม่ได้เห็นอะไรมากเท่าไหร่ เพราะเน้นปูข้อมูลความสัมพันธ์ตัวละครและการเมืองในตระกูลทาร์แกเรียนให้ครบถ้วนก่อน ดังนั้นหากใครคาดหวังว่ามันจะตูมตามและเร้าอารมณ์แบบ ‘GOT’ ตอนแรกเลยก็ต้องบอกว่า การต้องมาเริ่มปูข้อมูลของตระกูลเดียวใน ‘House of the Dragon’ น่าจะกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ถ้าคนดูไม่ถูกจริตกับเรื่องแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ ชิงบัลลังก์แย่งอำนาจกันก็อาจมีเทหลังดูไปตอนเดียวได้เหมือนกัน

ดังนั้นความหวังต่อไปของซีรีส์ในอีก 9 ตอนที่เหลือคงหนีไม่พ้นปมว่า เดมอน ทาร์แกเรียน จะกลับมาชิงบัลลังก์ของตัวเองได้โหดสลัดขนาดไหน หรือการเปลี่ยนแปลงตัวเองของเจ้าหญิงเรเนียราที่ต้องฝ่าฟันอคติของเหล่าชายชาตรีในราชสำนักจะทำให้เธอลิ้มเลือดผู้คนมากเพียงใด รวมถึงการปรากฎตัวและเผยตัวของหลาย ๆ ตัวละคร โดยหนึ่งในนั้นได้แก่ โซโนยะ มิซูโนะ (Sonoya Mizuno) สาวญี่ปุ่นที่เคยทำหนุ่ม ๆ ใจละลายจาก ‘Ex-Machina’ จะมารับบทมิซาเรีย ทาสสาวพันธมิตรของเดมอน ทาร์แกเรียนได้แซ่บเพียงใด