ดูหนัง netflix
[รีวิวซีรีส์] "The Last of Us"

หากพูดถึงหนังหรือซีรีส์ที่เอาวีดีโอเกมมาดัดแปลง ส่วนใหญ่คอหนังหรือแฟนเกมจะมีมติเอกฉันท์ในด้านความผิดหวังทั้งการดัดแปลงตามความคาดหวังของเกมเมอร์และมาตรฐานการเล่าเรื่องที่ตรงใจผู้ชม ด้วยข้อจำกัดของขอบเขตเรื่องเล่าที่ต่างกัน แต่แล้วการมาถึงของโปรเจกต์ ‘The Last of Us’ ของ HBO ก็กำลังมาท้าทายอาถรรพ์ของซีรีส์ดัดแปลงจากวีดีโอเกมด้วยบทภาพยนตร์และโปรดักชันที่ไม่ยอมให้เกมในตำนานต้องเสื่อมเกียรติยศสุดยอดเกมที่สอยรางวัลมามากมายในปี 2013

โดยเรื่องย่อของซีรีส์ก็เดินตามพิมพ์เขียวเดียวกับในวีดีโอเกมของค่ายนอตีด็อก (Naughty Dog) เมื่อโลกถูกโจมตีด้วยเชื้อราคอร์ไดซิปีน (Cordyceps Fungus) ทำให้มนุษย์ที่ติดเชื้อกลายเป็นซอมบี้และสัตว์ประหลาด โจเอล (เปโดร ปาสคาล Pedro Pascal) ชายหนุ่มที่ใจสลายจากการสูญเสียคนในครอบครัวจำต้องพา เอลลี (เบลลา แรมซีย์ Bella Ramsey) เดินทางฝ่าด่านเหล่าอมนุษย์เพื่อพาเธอไปยังพื้นที่ปลอดภัย และความลับบางอย่างของเอลลีอาจเปลี่ยนชะตากรรมของมนุษยชาติ

ก่อนอื่นขอบอกก่อนนะครับว่าทาง HBO อนุญาตให้ทาง Beartai Buzz รีวิวเฉพาะตอนแรกที่จะออกฉายในวันจันทร์ที่ 16 มกราคม 2566 เท่าน้้น ดังนั้นความลับหลายอย่างของซีรีส์เราจึงขอสงวนไว้เพื่อความบันเทิงของผู้ชมทุกท่าน ซึ่งต้องยอมรับว่าในกระบวนการทำซีรีส์ ตอนนำร่องหรือ ไพลอต (Pilot) ถือเป็นตอนที่วัดใจคนดูจริง ๆ เพราะการที่ซีรีส์จะดึงคนดูได้หรือไม่ตอนไพลอตคือการวางเดิมพันทั้งโทนเรื่อง ปูพื้นตัวละคร ไปจนถึงจังหวะการเล่าเรื่องว่าคลิกกับคนดูหรือไม่

สำหรับตอนไพลอตของ ‘The Last of Us’ ต้องบอกว่าทำได้ไม่น่าผิดหวังเลยครับ แม้จะเล่นโทนดรามาเป็นหลักกว่า 70% แต่พอถึงฉากระทึกขวัญหลายซีนที่ซีรีส์ยกมาจากเกมก็ทำได้ดีมาก เรียกได้ว่านึกถึงฉากไหนตอนเล่นเกมฉากนั้นปรากฎขึ้นมาเลยทั้งฉากเมืองหลังเหตุโลกาวินาศ ไปจนถึงซีนที่โจเอลต้องเผชิญหน้ากับซอมบี้เชื้อราในที่มืดที่ยังอุตส่าห์เอาการจัดแสงแบบไฟฉายส่องไปที่ซับเจกต์แบบเดียวกับเกมมาใช้ได้อย่างกลมกลืน

ยังไม่รวมถึงเพลงประกอบที่เป็นจุดที่โดดเด่นมากของเกมอย่างเพลง ‘Alone and Forsaken’ ของ แฮงค์ วิลเลียมส์ (Hank Williams) และบรรดาเพลงคันทรีที่ถูกเอามาร้อยเรียงในฉากจำมากมายจากเกมก็ยิ่งเสริมส่งให้ผู้ชมเหล่าเกมเมอร์ฟินกันกระจายเลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก ๆ และน่าจะคาดหวังได้เลยว่าตอนต่อจากนี้ในซีรีส์จะยังคงโทนการเล่าเรื่องที่เข้มข้นผสมผสานกับการคงจิตวิญญาณจากเกมต้นฉบับไว้ไม่เสียชื่อผู้สร้างอย่าง เคร็ก เมซิน (Craig Mazin) โชว์รันเนอร์ ‘Chernobyl’ ซีรีส์สุดยอดเยี่ยมของ HBO ที่ได้มาร่วมงานกับ นีล ดรัคแมนน์ (Neil Druckmann) ผู้สร้างเกมต้นฉบับจากนอห์ตีด็อก

อีกจุดที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คงหนีไม่พ้นการแสดงของทั้งเปโดร ปาสคาล กับ เบลลา แรมซีย์ ที่บอกได้เลยว่าแม้แคสต์ด้านรูปลักษณ์ภายนอกจะห่างไกลจากเกมมาก แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพที่ปาสคาลสามารถถ่ายทอดความแหลกสลายของตัวละครโจเอล ในขณะที่แรมซีย์ก็ถ่ายทอดความแสบและความแกร่งของเอลลี ได้อย่างหมดจด จนความ ‘ไม่เหมือนในเกม’ ไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไปเพราะการแสดงของทั้งคู่ดีพอที่จะทำให้ผู้ชมติดตามและลุ้นกับชะตากรรมของพวกเขาได้เป็นอย่างดี