ดูหนัง netflix
Pinocchio – หนัง Easter Egg ของดิสนีย์ที่เล่าเรื่องอย่างไร้วิญญาณ

หนึ่งในความทรงจำอันแสนหวานของเหล่าสาวกดิสนีย์คงหนีไม่พ้นฟุตเทจอินโทรสัญลักษณ์ปราสาทแห่งความสุขที่คลอไปด้วยเพลง ‘When you wish upon a star’ จาก ‘Pinocchio’ แอนิเมชันปี 1940 ที่อยู่ในดวงใจใครหลายคน ซึ่งแน่นอนว่าติดโผหนึ่งในโปรเจกต์ที่ดิสนีย์มองเห็นความเป็นไปได้ในการนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันตามหลังความสำเร็จของรุ่นพี่อย่าง ‘The Lion King’ และ ‘Aladdin’ เพียงแต่คราวนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ของฮอลลีวูดเลือกนำหนังลงแพลตฟอร์มสตรีมมิงแทนการฉายในโรงภาพยนตร์

สำหรับฉบับภาพยนตร์คราวนี้ก็ยังคงเดินเรื่องตามฉบับแอนิเมชันเป๊ะ ๆ ถึงขั้นพยายามทำซีจีเจ้าพีน็อคคิโอให้เหมือนการ์ตูนในความทรงจำเสียด้วยซ้ำ และแน่นอนว่ามันยังคงเรื่องเล่าอันแสนประทับใจของ เจพเพตโต ช่างไม้ผู้เปลี่ยวเหงาที่สร้างหุ่นจากไม้ไพน์และตั้งชื่อ พีน็อคคิโอ จนกระทั่งดาวอธิษฐานได้ทำให้คำขอของชายชราผู้นี้สมหวังและพิน็อคคิโอก็มีชีวิตขึ้นมา เพียงแต่เจ้าหุ่นไม้จะกลายเป็นเด็กชายได้จำเป็นต้องพิสูจน์ถึงจิตใจอันงดงาม กล้าหาญและเสียสละเสียก่อน แต่บทพิสูจน์ก็มาพร้อมสิ่งล่อใจที่พาให้พิน็อคคิโอออกนอกลู่นอกทางและเจพเพตโตก็จำเป็นต้องออกตามหาลูกชายที่เขาสร้างขึ้นมา

แน่นอนว่างานไลฟ์ แอ็กชันที่ผสมผสานคนแสดงกับเทคนิคพิเศษแบบนี้จะออกมาดีได้ย่อมไม่ใช่ผ่านผู้กำกับมือใหม่แน่นอน และเป็น โรเบิร์ต เซเม็กคิส (Robert Zemeckis) ที่ดิสนีย์เลือกใช้บริการในคราวนี้ แต่ผลปรากฎว่านอกจากความว้าวของฉากนาฬิกาปลุกคุกคูของเจพเพตโตที่เหมือนเอาการ์ตูนดิสนีย์สุดฮิตโผล่มาเซอร์ไพร์สคนดู ทั้ง วูดดี้ จาก ‘Toy Story’ ตัวละครดังที่ ทอม แฮงก์ส (Tom Hanks) ผู้รับบทเจพเพตโตเคยให้เสียงลามไปจนถึงตัวละครดิสนีย์ดัง ๆ ทั้ง ‘The Lion King’ ‘Sleeping Beauty’ ‘Dumbo’ ‘Snow White and the Seven Dwarves’ ไปจนถึงตัวละครจาก ‘Who Framed Roger Rabbit’ หนังของเซเม็กคิสเอง แต่นอกจากไอเดียสดใหม่ในฉากสั้น ๆ แล้วหนังทั้งเรื่องก็แทบไม่มีความสร้างสรรค์ใด ๆ ที่เราสัมผัสได้เลย

บทภาพยนตร์ที่เซเม็กคิสเขียนกับ คริส ไวต์ซ (Chris Weitz) แทบจะลอกลายการ์ตูนปี 1940 แทบไม่มีผิดเพี้ยนเพียงแต่สิ่งที่ขาดหายไปกลับเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้พิน็อคคิโอกลายเป็นที่รักของคนดูซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เพียงแค่สีสันของหุ่นไม้หน้าตาน่ารักและหมวกเหลืองคาดฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ที่เซเม็กคิสเอามาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องราวจังหวะจะโคนการเล่าเรื่องที่ละมุนละไมอันหาไม่ได้จากฉบับหนังกึ่งติ๊กต็อก (Tik Tok) ฉบับนี้ ที่ทุกอย่างถูกเร่งสปีดราวกลัวว่าคนรุ่นใหม่จะทนดูไม่ได้จนสุนทรียะต่าง ๆ ที่ผู้ชมเคยได้จากฉบับแอนิเมชันขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย

แถมดราม่าเรื่องนางฟ้าใจดีที่ได้ ซินเธีย เอรีโว (Cynthia Erivo) นักแสดงผิวดำมารับบทนี้ตั้งแต่ตอนปล่อยตัวอย่างหนังออกมา ซึ่งส่วนตัวไม่มีปัญหานะครับ ออกจะเข้าใจด้วยซ้ำเพราะเอริโวก็มีพรสวรรค์ด้านเสียงร้องมาก แต่ที่ไม่เข้าใจคือหนังก็ไม่อธิบายว่าทำไมนางฟ้าต้องผิวดำที่สำคัญคือนางก็ออกมาฉากเดียวเสียด้วยจนงงว่าเหตุผลแท้จริงที่ต้องมีตัวละครหลากสีผิวคืออะไรกันแน่

และมันยังเป็นหนึ่งในหลายองค์ประกอบที่ทำให้ ‘Pinocchio’ ฉบับนี้ดูผิดที่ผิดทางทั้งการเอานิทานอิตาลีประจำเมืองฟลอเรนซ์มาเล่าแล้วเอานักแสดงผิวดำมารับบทแทนคนขาวแบบไร้เหตุผล ไปจนถึงฉากหลังที่ดูไม่ออกเลยว่านี่คือประเทศอิตาลีทั้งที่ข้อมูลการถ่ายทำคือหนังยกไปถ่ายกันถึงทอสคานี ประเทศอิตาลีจริง ๆ แต่ฉากที่หนังนำเสนอก็ดูจะเสียของไปสักหน่อย ไปจนถึงการใช้ซีจีอันบ้าคลั่งที่ยอมรับเลยว่ามันผลักคนดูออกจากหนังแทบจะตลอดเวลาจริง ๆ

แต่อะไรก็ไม่น่าเสียดายเท่าการที่หนังได้ ทอม แฮงก์ส มารับบทเจพเพตโต บทที่น่าจะส่งให้แฮงก์สได้เล่นบทดราม่าเรียกน้ำตาได้ง่าย ๆ แต่ปรากฎว่าคราวนี้ เซเม็กคิสก็ยังคงให้แฮงก์สต้องแสดงอย่างโดดเดี่ยวเหมือนตอนร่วมงานกันใน ‘Cast Away’ ที่คราวนั้นแฮงก์สอาจได้คุยแค่ลูกบาสวิลสัน แต่คราวนี้เหมือนลุงแฮงก์สจะยิ่งเหงากว่าเดิมเพราะต้องแสดงกับหุ่นซีจีไม่พอ ยังมีปลาทองซีจี แล้วก็แมวซีจี แถมองค์ประกอบการแสดงของแฮงก์สที่ดูการ์ตู๊นการ์ตูนยังดูเวอร์กว่า มูฟเมนต์ของซีจี จนภาพรวมการแสดงออกมาดูปลอม ขาด ๆ เกิน ๆ จนเหมือนเอาทอม แฮงก์สมาฆ่าให้ตายคาจอก็ไม่ผิดนัก

อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการแค่หนังที่สร้างจากการ์ตูนเรื่องโปรดในวัยเด็กที่มีเพลงไพเราะ ดูแล้วสบายใจไม่ต้องคิดอะไรมาก ‘Pinocchio’ ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะเปิดดูในช่วงสุดสัปดาห์นี้พร้อมครอบครัวนะครับ ดีไม่ดียังเป็นหนังที่ดูไปรีดผ้าไปยังรู้เรื่องได้อีกด้วยครับ