ดูหนัง netflix
Seoul Vibe – เบียวไม่สู้บู๊ไม่ซิ่ง ไม่ Fast ไม่ Furious เก็บไว้ดูแก้เครียดพอไหว

เรียกได้ว่าวงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์ของเกาหลียังคงเสิร์ฟ Vibe แนวทางเรโทร (Retro) ออกมาให้ชาวโลกได้ลองลิ้มชิมรสกันอยู่เรื่อย ๆ นะครับ มีทุกแนวจริง ๆ ล่าสุดก็มีแนวแอ็กชันอาชญากรรมไล่ล่า ที่มีแบ็กกราวนด์ย้อนไปในยุค 80’s อย่าง ‘Seoul Vibe’ หรือ ‘ซิ่งทะลุโซล’ เรื่องนี้แหละครับ ตัวหนังเคลมว่าเป็นหนังระดับบล็อกบัสเตอร์ที่ทุ่มทุนสร้าง และขนนักแสดงหัวแถวของเกาหลีใต้มาแบบยกแพ็ก ทั้ง ยูอาอิน (Yoo Ah-in) จาก ‘Voice of Silence’ (2020), โกคยองพโย (Go Kyung-Pyo) และ คิมซองกยุน (Kim Sung-Kyun) จาก ‘Reply 1988’ (2015–2016), พัคจูฮยอน (Park Ju-hyun), องซองอู (Seong-wu Ong), อีคยูฮยอง (Kyoo-hyung Lee), และ มุนโซรี (Moon So-ri) เป็นต้น

อย่างที่เกริ่นไปว่า ตัวเรื่องนั้นกำเนิดเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่เกาหลีใต้กำลังเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ณ กรุงโซลในปี 1988 (Seoul 1988) สายตาของคนเกาหลีใต้ทุกคู่กำลังจับจ้องไปที่วันเปิดการแข่งขันโอลิมปิกครั้งแรกของประเทศ ในขณะที่แก๊งอาชญากรรมใต้ดิน ที่นำโดย ประธานคังอินซุก (Moon So-ri) และ อีฮยอนกยูน (Kim Sung-Kyun) ทหารมือขวาคนสนิท กำลังวางแผนลักลอบขนเงินแบบลับ ๆ อัยการอันพยองอุค (Oh Jung-Se) จึงต้องการที่จะสึบหาข้อมูลเพื่อจับกุมบุคคลสำคัญระดับวีไอพีในคดีข้อหาฟอกเงินระดับชาติ

อัยการอันเลยต้องบังคับให้ พักทงอุค (Yoo Ah-in) นักดริฟต์มือหนึ่งผู้ยึดถือใน American Dream และอยากย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกา, จอห์น วู (Go Kyung-Pyo) ดีเจนักมิกซ์เทปประจำแก๊ง, พกนัม (Kyoo-hyung Lee) นักนำทางปราดเปรื่อง, ยุนฮี (Park Ju-hyun) สาวนักบิดผู้มีความสามารถในการปลอมตัว และ จุนกี (Seong-wu Ong) ช่างซ่อมรถอัจฉริยะ ที่รวมตัวเป็นแก๊ง ‘ซางกเยดงซูพรีม’ (Sangyedong Supreme) เข้าไปสมัครเป็นคนขับรถขนเงิน และทำหน้าที่เป็นสาย ซิ่งลอบเอาหลักฐานออกมาแฉให้ได้ เพื่อแลกกับการลบความผิดของพวกเขาเอง

ลำพังอ่านแต่เรื่องย่อ คงจะตะหงิดแล้วใช่ไหมครับว่าทำไมมันคุ้น ๆ ไม่ผิดเลยครับถ้าจะตะหงิด ๆ ว่ามันช่างคล้ายกับ หนังแนวแอ็กชันจารกรรมรถซิ่งในแบบหนังแฟรนไชส์ ‘Fast & Furious’ ซะเหลือเกิน ถ้าเป็นแฟนหนังตระกูล Fast จะจับทางได้แน่นอนว่า นี่มันพล็อตหนัง ‘2 Fast 2 Furious’ (2003) ชัด ๆ แต่จะบอกว่าลอกมาเลยก็คงไม่ใช่ เพราะตัวหนังก็ยังมีเส้นเรื่องของตัวเองในการนำเสนอรูปแบบ แอ็กชัน – คอมเมดี้ เน้นขายขำ และห่อหุ้มด้วยบรรยากาศแบบเรโทร มากกว่าจะเป็นหนังซีเรียสแอ็กชันบู๊ระห่ำแตกอะไรขนาดนั้น

ความน่าสนใจที่สุดของหนังเรื่องนี้สำหรับผู้เขึยน คงเป็นเรื่องของการเอาบรรยากาศเรโทรของเกาหลีใต้ในปี 1988 ของเกาหลีใต้มานำเสนอได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ นี่แหละครับ น่าสนใจตรงที่ไม่ได้แค่เอาเนื้อเรื่องไปสวมใส่กับยุคสมัยและเหตุการณ์จริงแบบเปลือก ๆ แต่ตัวหนังเลือกที่จะหยิบเอาบรรยากาศ (Vibe) ของคนในกรุงโซลเวลานั้นมาใช้จริง ๆ ทั้งบรรยากาศโอลิมปิกฟีเวอร์ของคนเกาหลีใต้ที่เกิดขึ้นหลังการสิ้นสุดของรัฐบาลเผด็จการทหาร พอแนวคิดประชาธิปไตยเบ่งบาน Pop Culture จากตะวันตกและแนวคิดเสรีนิยม American Dream ก็ติดสอยห้อยตามมา

ทั้งหมดนี้สะท้อนในรูปแบบของ Pop Culture ทั้งที่จับต้องได้ ทั้งแฟชัน ภาพยนตร์ ดนตรี ร้านแมคโดนัลด์ ฯลฯ และความคิดความเชื่อของตัวละคร หรือการหยิบเอาบรรยากาศทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน ผ่านการสะท้อนและเสียดสีบุคคลสำคัญที่คุณก็รู้ว่าใคร ซึ่งอันนี้ต้องชื่นชมว่าตัวหนังทำการบ้านและเอามาเสนอได้ดี แม้ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ภายในที่คนภายนอกอาจจะไม่ได้มี Insight ขนาดนั้น ก็ยังทำออกมาได้น่าสนใจ แม้ Vibe เหล่านั้นจะเป็นแบ็กกราวนด์ที่มี Conflict ต่อเส้นเรื่องหลัก ๆ น้อยมากก็ตาม

แต่นั่นก็ดูจะเป็นความน่าสนใจหนึ่งเดียวของหนังเรื่องนี้จริง ๆ ล่ะครับ เพราะกลายเป็นว่าตัวหนังที่ตั้งธงไว้ว่าจะนำเสนอความเป็นหนังแอ็กชันซิ่งรถที่ขายมุกตลกไปด้วยนั้น กลับทำออกมาได้เอื่อยอ่อนเหมือนรถยนต์ไม่ได้เติมน้ำมัน นำเสนอได้ไม่สุดเหมือนเหยียบคันเร่งไม่มิด และทำออกมาได้ไม่กลมกล่อม เหมือนรถเกียร์กระปุกที่เข้าเกียร์ผิดจนเครื่องดับกลางอากาศอยู่เรื่อย ๆ เพราะถ้าว่ากันที่พล็อตหนังนั้นถือว่าธรรมดาและเล่นง่ายเดาง่ายมาก

รวมทั้งมุกของตัวหนังที่เน้นหนักไปทางจังหวะเบียวและมุกแนวรถราที่ออกจะซ้ำทาง ทั้งเบียวมุกตลกแบบเล่น ๆ ที่ทำงานบ้างไม่ทำงานบ้าง และเบียวแบบโชว์เท่เอาจริง เช่นการแต่งรถที่ดูเท่ แต่ตัวหนังก็ไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรไปมากกว่านั้น แม้เรื่องราวในองก์ต่อมาจะพยายามใส่พาร์ตรายละเอียดที่จริงจังขึ้น ถึงขั้นใส่ฉากโหดเข้ามาให้ตกใจเล่น รวมทั้งตัวพล็อตที่ผูกเรื่องและตามมาเก็บกลับได้น่าสนใจ แต่เพราะมันเล็กน้อยเกินกว่าจะถูกให้ความสนใจ สุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยเกลี่ยหนังให้ออกมาดูดีได้อย่างที่ควร

อีกจุดที่ทำให้ตัวหนังยืดย้วยและไม่กลมกล่อมเลยก็คือฉากแอ็กชันครับ ยิ่งฉากสำคัญของหนังอย่างฉากไล่ล่าซิ่งรถที่ซิ่งกันแทบทั้งเรื่องนี่แหละ แม้ว่าจะมีฉากนี้ค่อนข้างเยอะ คือถ้าจะดูแบบเอาสนุก ติดโม้นิด ๆ ก็ถือว่าพอจะบันเทิงได้อยู่ล่ะนะครับ แต่ถ้าดูแบบเอามันก็ถือว่าทำได้น่าผิดหวัง เพราะจังหวะทำออกมาได้เนือยอืดมาก ไม่ได้รู้สึกตื่นใจ บันเทิง หรือลุ้นมือเท้าหงิกไปกับมันได้เลย แม้ฉากปฏิบัติการซิ่งรถในวันพิธีเปิดโอลิมปิกตอนท้ายเรื่อง ซึ่งจริง ๆ ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างโอเคนะครับ มีจังหวะแผนซ้อนแผนน่าติดตาม

รวมทั้งฉากไคลแม็กซ์ท้ายเรื่องที่โม้สุด ๆ (ซึ่งอันนี้ต้องไปดูกันเอาเองครับ) โม้แบบให้รู้ไปเลยว่าโม้ แต่พอ Pace ของหนังกลับเล่าและตัดต่อมาแบบเอื่อย ๆ มาตลอดทาง รวมทั้งงานวิชวลเอฟเฟกต์ที่แม้ว่าจะทำออกมาได้ดีตามมาตรฐาน แต่มันก็เป็นไปตามมาตรฐานหนังสตรีมมิงที่ยังลอย ๆ จนจับได้อยู่ แทนที่ภาพรวมของฉากซิ่งรถท้ายเรื่อง และไคลแมกซ์จะออกมากึ่งลุ้น กึ่งมัน กึ่งฮาเพราะความโม้จัด ๆ แต่มันออกมากลายเป็นความเบียวเนือย ๆ ล้น ๆ จนได้แต่หัวเราะหึ ๆ

ซึ่งไอ้ความเบียวและเอื่อย ๆ จวนเจียนจะหมดแรงไปหมดทุกภาคส่วนของหนังเรื่องนี้นี่แหละ ทำให้ผู้เขียนมองว่า ความยาวหนัง 2 ชั่วโมง 20 นาทีนั้นถือว่ายาวเกินไป คือยาวน่ะไม่เท่าไหร่ แต่เพราะมันเนือยหนืดนี่แหละ ที่ทำให้ผู้เขียนดูได้แค่ทีละครึ่งเรื่อง ส่วนเหล่านักแสดงท็อป ๆ ที่มาร่วมแสดงคับคั่ง เอาจริงก็ถือว่าแสดงกันได้ดีสมตามบทบาทนะครับ ยังไม่มีใครแหลมเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษ ตัวละครที่วางไว้ให้เป็นตัวฮา สำหรับผู้เขียนก็ถือว่าเฉย ๆ และแอบเสียดายที่ตัวบทไม่ได้เอื้อให้นักแสดงได้โชว์ของอะไรเท่าไหร่นัก

โดยรวมแล้ว ‘Seoul Vibe ซิ่งทะลุโซล’ เป็นหนังแอ็กชันที่มีดีในแง่ของความเป็นเรโทร การสะท้อนยุคสมัยที่ทำออกมาได้ดี เพียงแต่ว่าภาพรวมของหนังแทนที่มันจะออกมาเป็น Fast & Furious เวอร์ชันขายขำ ขายแอ็กชันซิ่งมัน ๆ โม้ ๆ แต่มันดันทำออกมาได้ออกมาไม่มีแรง ไม่ตื่นตาเอาซะเลย ความเบียวก็ไม่สู้ ความบู๊ก็ไม่ค่อยซิ่ง ตัวหนังก็เลยทำออกมาได้ทั้งไม่ Fast และไม่ Furious เป็นงานหนังแอ็กชันที่เหมาะแก่การกดเซฟไว้ดูตอนว่างจัด ๆ หรือเอาไว้ถอดสมองดูแก้เครียดก็ถือว่าไม่เลวครับ อย่าดูมันในฐานะหนังบล็อกบัสเตอร์ก็พอ